หลวงพ่อเกษม เขมโก ท่านเกิดเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2455 ตรงกับวันพุธ เดือนยี่ (เหนือ) ปีชวด ร.ศ. 131
ที่บ้านท่าเก๊าม่วง (บ้านเค้าม่วง) ริมแม่น้ำวัง อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง โดยมีบิดาชื่อ เจ้าน้อยหนู มณีอรุณ และมารดาชื่อ เจ้าแม่บัวจ้อน ณ ลำปาง
ทั้งสองเห็นพ้องต้องกันที่จะตั้งชื่อทารกน้อยนั้นว่า "เกษม" ซึ่งหมายถึง
"ความสุขสบาย ความปลอดภัย"
ความที่เจ้าน้อยหนูและเจ้าแม่บัวจ้อนต่างมีเชื้อสายเจ้าผู้ครองนครลำปาง
อีกทั้งทารกน้อยเกษมยังมีศักดิ์เป็นหลานตาของเจ้าบุญวาทย์วงศ์วานิต
เจ้าผู้ครองนครลำปางองค์ที่ 13 แห่งราชวงศ์ (เจ้าเจ็ดตน) องค์สุดท้าย ด้วยเหตุนี้ ทารกน้อยเกษม
จึงได้รับการยกย่องให้มีศักดิ์ เทียบเท่าเจ้านายทางเหนือมาแต่นั้น
พี่น้องท้องเดียวกัน
หลวงพ่อเกษม เขมโก มีน้องร่วม บิดามารดาเดียวกัน ชื่อว่า สวาสดิ์ ทว่า
เจ้าสวาสดิ์นั้นอายุสั้นนัก เพราะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานก็เสียชีวิต จากนั้นไม่นานเจ้าน้อยหนู
ผู้เป็นบิดาก็ถึงแก่กรรม เจ้าเกษมจึงอยู่ในความดูแลของเจ้าแม่บัวจ้อนแต่เพียงผู้เดียว
ด้วยเหตุที่มาตราเจ็ดพระราชบัญญัติขนานนามสกุล
"เมื่อบิดาของบุคคลใด ไม่ปรากฏอยู่ชั่วกาลใด
บุคคลนั้นต้องใช้สกุลฝ่ายมารดาชั่วกาลนั้น" ดังนั้นเมื่อสิ้นเจ้าน้อยหนู เจ้าเกษม
จึงเปลี่ยนมาใช้นามสกุล ณ ลำปาง ของทางฝ่ายมารดาแทน จากเจ้าเกษม มณีอรุณ เป็น
เจ้าเกษม ณ ลำปาง
เมื่อถึงวัยเรียน เจ้าเกษม ณ ลำปาง ได้รับการศึกษาระดับประถมในโรงเรียนบุญทวงศ์ อนุกูล ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำ อ.เมือง จ.ลำปาง ร.ร.บุญทวงศ์ อนุกูล สมัยนั้น เปิดเรียนชั้นสูงสุดแค่ชั้นประถมปีที่ 5 เท่านั้น เจ้าเกษม ณ ลำปาง ได้ศึกษาอยู่จนจบชั้นสูงสุดของโรงเรียนคือ ชั้นประถมปีที่ 5 ใน พ.ศ. 2466 ขณะนั้นอายุ 11 ปี และเมื่อออกจาก ร.ร.ก็ไม่ได้เรียนอยู่บ้าน 2 ปี ใน พ.ศ. 2468 อายุขณะนั้นได้ 13 ปี เจ้าเกษม ณ ลำปาง ก็ได้มีโอกาสได้เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ โดยบรรพชาเป็นสามเณร ต่อไป
เมื่ออายุได้ 13 ปี ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณร ซึ่งเป็นการบรรพชาหน้าศพ (บวชหน้าไฟ) ของเจ้าอาวาสวัดป่าดั๊ว ทั้งสิ้น 7 วัน ซึ่งนับเป็นการก้าวเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ครั้งแรกในชีวิต และเมื่อครบกำหนด จึงได้ลาสิกขา
เมื่ออายุได้ 15 ปี
ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณรอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากภารกิจหรือความจำเป็นใดๆ ทั้งสิ้น
หากแต่เกิดจากความตั้งใจของเจ้าเกษมเองที่ต้องการบวช
ฝ่ายเจ้าแม่บัวจ้อนเมื่อเห็นว่าสิ่งที่บุตรชายร้องขอนั้นไม่ใช่เรื่องผิดทำนองคลองธรรม
อีกทั้งธรรมะยังทำให้ชีวิตมีความร่มเย็น และดำเนินไปในทางที่ถูกที่ควรต่อไปในภายภาคหน้าได้
เจ้าแม่บัวจ้อนจึงตัดสินใจพาเจ้าเกษมไปฝากตัวเป็นสิทธิ์กับครูบาเหมย (สุธรรม) เจ้าอาวาสวัดบุญยืน ตำบลป่าตัน
อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง เมื่อครั้นได้บรรพชาดังที่ต้องการ สามเณรเกษม
ก็หาได้ทำให้โยมแม่และท่านครูบาเหมยผิดหวังแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็นการปฏิปทา วัตรปฏิบัติที่เรียบร้อย งดงาม
มีความมุ่งมั่นตั้งใจศึกษา พระธรรมวินัย และพระปริยัติธรรมที่สำนักเรียนวัดเซตวัน จังหวัดลำปาง
ท่านได้ศึกษาด้านพระปริยัติธรรม ควบคู่ไปกับการศึกษาภาษาบาลีที่สำนักวัดศรีล้อม จังหวัดลำปาง
หลังจากสอบได้นักธรรมชั้นตรี ตั้งแต่อายุได้เพียง 17
ปี และสามารถ สอบนักธรรมชั้นโท ได้ในปี พ.ศ. 2474
สามเณรเกษมก็เริ่มสนใจศึกษาด้านวิปัสสนากัมมัฏฐานเพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง
เพราะเชื่อว่านั่นคือหนทางแห่งการบรรลุธรรมที่แน่นอน
หลวงพ่อเกษม เขมโกได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในปี 2475 โดยมี พระธรรมจินดานายก (ฝ่าย) เจ้าอาวาสวัดบุญวาทย์วิหาร ซึ่งดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอในขณะนั้น เป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านได้รับฉายาว่า "เขมโก" แปลว่า ผู้มีธรรมอันเกษม ท่านอุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดบุญยืน หลังจากได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุแล้ว พระภิกษุเจ้าเกษม เขมโก ก็ได้ศึกษาทางด้านภาษาบาลี พ.ศ. 2479 ท่านสามารถสอบได้นักธรรมชั้นเอก ท่านเรียนรู้ภาษาบาลีจนสามารถเขียนและแปลได้ รวมทั้งสามารถแปลเป็นภาษาบาลีได้เป็นอย่างดี แต่ท่านไม่ยอมสอบเอาวุฒิ จนครูบาอาจารย์ทุกรูปต่างเข้าใจว่าพระภิกษุ เจ้าเกษม เขมโก ไม่ต้องการมีสมณะศักดิ์สูง ๆ เรียนเพื่อจะนำเอาวิชาความรู้มาใช้ในการศึกษาค้นคว้าพระธรรมคำสอนของพระบรมศาสดาเท่านั้น เมื่อสำเร็จทางด้านปริยัติธรรมแล้ว ท่านแสาะแสวงหาครูบาอาจารย์ที่มีความรู้และมีความเชี่ยวชาญในด้านวิปัสสนา จนกระทั่ง ท่านทราบข่าวว่ามีพระเกจิรูปหนึ่งมีชื่อเสียงในด้านวิปัสสนา คือ ครูบาแก่น สุมโน
ครูบาแก่น(อุบล สุมโน) อดีตเจ้าอาวาสวัดประตูป่อง อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง เป็นที่ทราบดีอยู่แล้วว่าครูบาแก่นคือภิกษุระดับพระวิปัสสนาจารย์และถือวัดปฏิบัติธุดงค์วัดอย่างเคร่งครัด
พระเกษมจึงเดินทางไปกราบนมัสการพระครูบาแก่นที่วัดประตูป่องแจ้งความจำนงและขอมอบตัวเป็นศิษย์ทันทีฝ่ายท่านครูบาแก่นก็อดประหลาดใจไม่ได้
ที่ได้พบความปรารถนาของพระเกษมอย่างแรงกล้าที่จะเป็นพระป่าได้ปฏิบัติวิปัสสนาเพื่อดำเนินรอยพระพุทธเจ้า
เพื่อเข้าถึงทำให้ได้ท่านจึงลองใจพระเกษมด้วยการแจกแจงกฎของการถือวัดปฏิบัติธุดงค์วัดทั้งหมดให้ฟัง เป็นต้นว่า
การฉันอาหารในบาตรเพียงวันละมื้อ การฉันข้าวหน้าโรงศพอันเน่าเหม็น การอดกลั้นต่อความง่วง
ความร้อน ความหนาวเย็น การนอนแบบพบหลักหลังห้ามติดพื้นเด็ดขาด การอาบน้ำและซักผ้าห่มจีวรได้เพียงปีละครั้ง
เพื่อดูว่าพระเกษมจะสามารถปฏิบัติได้หรือไม่ พระเกษมตอบทันควันและทันทีว่า ได้ขอรับกระผม เมื่อได้ยินคำตอบที่เป็นเสียงออกมาอย่างหนักแน่น
ปราศจากความลังเลใดๆในทุกข้อทุกข้อวัตรปฏิบัติ ท่านครูบาแก่นจึงรับพระเกษมเป็นศิษย์
พระครูพิชัยมงคล (หลวงพ่อครูบาจันตา จน.โท) (อดีต) เจ้าอาวาสวัดพิชัย ลำปาง
ท่านเคยเป็นผู้สอนอักขระสมัย (หนังสือภาคเหนือ) ให้แก่ หลวงพ่อเกษม เขมโก ได้เล่าเรียน ณ สำนักพิชัย
ภาพถ่าย พระครูพิชัยมงคล คู่กับ หลวงพ่อเกษม เขมโก ถ่ายไว้เป็นที่ระลึก ณ
บริเวณป่าช้าพิชัย
เจ้าอธิการคำเหมย เจ้าอาวาสวัดบุญยืนถึงแก่มรณภาพลง ทำให้ตำแหน่งเต้าอาวาสวัดบุญยืนว่าง
ทางคณะสงฆ์จึงต้องเลือกภิกษุที่มีคุณสมบัติมาปกครองดูแลวัด เพื่อเป็นเจ้าอาวาสสืบไป
คณะสงฆ์จึงได้ประชุมกันและต่างลงความเห็นพ้องต้องกันว่า ควรจะเป็น ภิกษุเกษม เขมโก
เพราะเป็นพระที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับตำแหน่งเจ้าอาวาสองค์ เมื่อท่านได้รับเลือกเป็นเจ้าอาวาสวัดบุญยืน
ท่านก็ไม่ยินดียินร้าย
แต่ทานก็ห่วงทางวัดเพราะท่านเคยจำวัดนี้ท่านก็เห็นว่าบัดนี้ทางวัดบุญยืนมีภารกิจต้องดูแลก็ถือว่าเป็นภารกิจทางศาสนาเพราะท่านเองต้องการให้พระพุทธศาสนานี้ดำรงอยู่ต่อไปจึงไม่อาจจะดูดายภารกิจนี้ได้จึงยอมรับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบุญยืนครูบาเจ้าเกษมเขมโกดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบุญยืนมาจนถึงปี
พ.ศ.2492
ท่านก็ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสทำหนังสือลาออกกับพระเดชพระคุณท่านเจ้าพระอินทระวิชาอาจารย์หรือท่านเจ้าคุณอินทร์อดีตเจ้าคณะจังหวัดลำปางแต่ก็ถูกท่านเจ้าคุณยับยั้งไว้ครูบาเจ้าเกษมเขมโกจึงจำใจกลับไปเป็นเจ้าอาวาสวัดบุญยืนอีกระยะเวลาถึง 6
ปีท่านคิดว่าควรจะหาพิสูจน์ที่มีคุณสมบัติมาแทนท่านเพราะท่านอยากจะออกธุดงค์ดังนั้นท่านจึงตัดสินใจสละตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบุญยืนใดยืนใบลาได้ยื่นใบลากับคณะสงฆ์ในเขตปกครองก็ไม่เป็นผลสำเร็จจึงเดินทางไปลำไปลาออกกับเจ้าคณะจังหวัดซึ่งอยู่ที่จังหวัดเชียงรายแต่ท่านคณะจังหวัดก็ไม่อนุญาตเรื่องการลาออกจากการเป็นเจ้าอาวาสของครูบาเจ้าเกษมเขมโกนี้ดูค่อนข้างจะเป็นเรื่องแปลกพิสดารแม้แต่การสละตำแหน่งลาภยศยังต้องประสบกับอุปสรรคต่างๆนานาไม่เหมือนกับพระองค์อื่นๆที่ฟันฝ่าเพื่อแสวงหาลาภยศเมื่อท่านลาออกไม่สำเร็จประมาณปี พ.ศ.2492
ก่อนเข้าพรรษาในปีนั้นหลวงพ่อก็ออกจากวัดบุญยืนก่อนเข้าพรรษาเพียงวันเดียวโดยไม่มีใครรู้พอเช้าวันรุ่งขึ้นเข้าพรรษาหมู่ศรัทธาก็นำอาหารมาเตรียมถวายในวิหารทุกคนรอแล้วรอเล่าก็ไม่เห็นหลวงพ่อเกษมจึงเกิดความวุ่นวายเที่ยวตามหาตามกุฏิก็ไม่พบหลวงพ่อเกษมพอมาที่ศาลาทุกคนเห็นกระดาษวางบนทำมากเป็นข้อความที่หลวงพ่อเกษมเขียนลาศรัทธาชาวบ้านยาวถึง 2
หน้ากระดาษเสียดายที่กระดาษที่หลวงพ่อเกษมเขียนลาชาวบ้านได้หายไปแล้วข้อความบางตอนที่จำได้มีอยู่ว่าทุกอย่างเราสอนดีแล้วอย่าได้คิดไปตามเราเพราะเราสละแล้วการเป็นเจ้าอาวาสเปรียบเสมือนหัวหน้าครอบครัวต้องรับผิดชอบภาระหลายอย่างไม่เหมาะสมกับเราเราต้องการความวิเวกจะไม่ขอกลับมาอีกแต่พวกชาวบ้านก็ไม่ละความพยายามเพราะชาวบ้านเหล่านี้ศรัทธาในตัวหลวงพ่อพอรู้ว่าหลวงพ่ออยู่ที่ไหนเมื่อรวมกันได้
40-50
คนก็ออกเดินทางไปตามหาหลวงพ่อและไปพบหลวงพ่อที่ศาลาวังทานหลวงพ่อเกษมได้ปฏิบัติธรรมที่นั่นพวกชาวบ้านได้อ้อนวอนขอหลวงพ่อให้กับวัดบางคนร้องห่มร้องไห้เพราะศรัทธาในตัวหลวงพ่อมากแต่หลวงพ่อเกษมท่านก็นิ่งไม่พูดไม่ตอบจนพวกชาวบ้านต้องยอมแพ้ตลอดพรรษาปี
พ.ศ.2492 หลวงพ่อเกษมท่านก็อยู่ที่ศาลาวังทานโดยไม่ยอมกลับวัดบุญยืนพวกชาวบ้านจึงพากันเข้าไปพบโยมแม่ของหลวงพ่อโยมแม่รักหลวงพ่อเกษมมากพระท่านมีลูกชายคนเดียวจึงให้คนพาไปหาหลวงพ่อที่ศาลาวังทานโดยมีเจ้าประเวศ ณ ลำปาง ตอนนั้นยังบวชเป็นสามเณรอยู่ โยมแม่ได้ขอร้องให้หลวงพ่อกลับวัดแต่หลวงพ่อกลับบอกโยมแม่ว่า "แม่เฮาบ่เอาแล้วเฮาบ่เหมาะสมกับวัด เฮาชอบความวิเวก เฮาขออยู่อย่างวิเวกต่อไป เฮาจะไปอยู่ที่ป่าเหี้ยว แม่อาง"
จนทำให้โยมแม่หมดปัญญา ไม่รู้จะขอร้องยังไง ผลที่สุดก็ต้องตามใจหลวงพ่อ วันรุ่งขึ้น หลวงพ่อเกษมก็ออกจากศาลาวังทาน เดินทางไปบ้านแม่อางด้วยเท้าเปล่า เช้ามืดไปถึงป่าเหี้ยวแม่อางก็ค่ำพอดี ฝ่ายโยมมารดาพอกลับมาบ้านก็เกิดคิดถึงพระลูกชาย เพราะเกรงว่าพระลูกชายจะลำบาก จึงออกจากบ้านไปตามหาพระลูกชาย โดยมีคนติดตามไปด้วยชื่อ โกเกตุ โยมแม่สั่งให้โกเกตุ ขนของสัมภาระเพื่อจะไปอยู่บนดอย ของที่เหลือในร้านเพชรพลอยแจกให้ชาวบ้านจนหมดเกลี้ยง ไม่เอาอะไรเลย นอกจากของใช้ที่จำเป็นบางอย่างเท่านั้น
"หลวงพ่อเกษม เขมโก และ หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ"
ยังมีพระเถระอีกรูปหนึ่งที่ควรกล่าวถึง เพราะหลวงปู่ดู่ให้ความยกย่องมากในความเป็นผู้มีคุณธรรมสูง และเป็นแบบอย่างของผู้ที่มีความเคารพในพระรัตนตรัยเป็นอย่างยิ่ง
ซึ่งหลวงปู่ดู่ได้แนะนำสานุศิษย์ให้ถือท่านเป็นครูอาจารย์อีกท่านหนึ่งด้วย นั่นก็คือหลวงพ่อเกษม เขมโก
แห่งสุสานไตรลักษณ์ จังหวัดลำปาง ในบอร์ด"จดหมายเหตุพุทธวงศ์" ได้กล่าวถึงบารมีของพระคุณเจ้าทั้ง 2
รูปนี้ไว้ว่า เคยมี"ผู้ใหญ่"ท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า อันหลวงปู่ครูบาเจ้าเกษมนั้น
ท่านมีภารกิจต้องคอยใช้อำนาจจิตฤทธิ์อภิญญาของท่านคอยปกป้องคุ้มครองประเทศชาติอยู่ตลอดเวลา
ท่านจึงไม่มีเวลาที่จะมาสนทนาด้วยคนทั้งหลายตามปกติให้ต้องเสียการใหญ่ใดๆไปได้ ได้ทราบมานานแล้วว่า
มีผู้นั่งสมาธิไปเห็นเป็น "ตาข่ายเพชร" ล้อมประเทศไทยทั้งหมดอยู่ จึงมาเล่าให้หลวงปู่ดู่ วัดสะแกฟัง
หลวงปู่ดู่จึงกล่าวรับรองทันทีว่า "นั่นแหละ ตาข่ายเพชรนั้น
เป็นของที่หลวงพ่อเกษมท่านทำเอาไว้ปกป้องประเทศไทยเองหรอกน๊ะ..!!!!!" ชะรอย การคงจะเป็นด้วยเหตุนี้กระมัง
หลวงปู่ครูบาเจ้าเกษมท่านจึง "พูดน้อย ภาวนามาก" เป็นนิจสินอย่างนี้ ในส่วนของหลวงพ่อเกษม
พระอริยเจ้าที่หลวงปู่ดู่ให้ความเคารพมาก ยังเคยกล่าวกับลูกศิษย์ว่า “อยากฟังธรรมะ
ให้ไปหาท่านพุทธทาส อยากไหว้พระปฏิบัติดี ให้ไปไหว้หลวงพ่อดู่ วัดสะแก”
งานพิธีพุทธาภิเษก เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๑๔ ณ วัดนางเหลียว ต.ลำปางหลวง อ.เกาะคา จ.ลำปาง
มีหลวงปู่โต๊ะ อินฺทสุวณฺโณ กับ หลวงพ่อเกษม เขมโก อยู่ร่วมปลุกเสกด้วย
#### วันที่ 26 กันยายน 2538
หลวงพ่อเกษม เขมโก สำนักสุสานไตรลักษณ์ ตั้งอยู่ชานเมืองลำปาง ตามทางสายลำปาง -
แจ้ห่ม ประมาณ 1 กิโลเมตร เมื่อไปถึงจะพบ รูปปั้นหลวงพ่อเกษมขนาดใหญ่
ที่สังเกตเห็นได้จากถนนเลย เมื่อถึงบริเวณสำนักสุสานไตรลักษณ์ ภายในบริเวณจะมีมณฑปลักษณะเป็นอาคารทรงไทยประยุกต์
มีรูปปั้น หุ่นขี้ผึ้งของหลวงพ่อเกษม เขมโก นั่งขัดสมาธิขนาดเท่ารูปจริง
เพื่อให้ประชาชนเคารพ กราบไหว้
กุฏิของหลวงพ่อเกษมอยู่ด้านข้างมณฑป ภายในบริเวณมณฑปมี
สังขารหลวงพ่อเกษมถูกเก็บรักษาเอาไว้ในโลงแก้วซึ่งไม่เน่าเปื่อย
และยังไม่มีกำหนดจะขอพระราชทานเพลิงศพอยู่ในห้องกระจกบนมณฑปหลังนี้ผู้ใดที่เดินทางมาลำปางจะต้องหาโอกาสเพื่อที่จะเข้ามาสักการะหลวงพ่อให้ได้สักครั้งในชีวิตเพื่อเป็นสิริมงคล
นอกจากพลังศรัทธาที่ประชาชนได้หลั่งไหลเข้ามาสักการะร่างสังขารของหลวงพ่อเกษม เขมโก แล้วนั้น
อีกสิ่งหนึ่งที่ยังมีชื่อเสียงนั่นก็คือ